หนึ่งในคำถามที่คนมีรถมักจะถามและเกิดความสงสัยกันอยู่บ่อย ๆ นั่นก็คือ เรื่องของ พ.ร.บ. เพราะเป็นสิ่งที่จะต้องจ่ายเป็นประจำทุกปีเหมือนกับภาษีรถ แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ว่าสิ่งที่ได้จาก พ.ร.บ. นั้นมีอะไรบ้าง และหากไม่ทำการต่อ พ.ร.บ. จะเป็นยังไง มีผลเสียอะไรบ้าง วันนี้ เราจึงมีเรื่องของ พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.จักรยานยนต์ มาอธิบายอย่างง่าย ๆ ให้ได้รู้จักทั้งสอง พ.ร.บ. นี้ให้ดีกว่าเดิมกัน
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.
พ.ร.บ. หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นหลักประกันของรถทุกคัน เมื่อมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น อุบัติเหตุต่าง ๆ และตามกฎหมาย รถทุกชนิดจะต้องทำ พ.ร.บ. ก่อน ถึงจะเสียภาษีรถ หรือต่อทะเบียนรถได้ จึงทำให้ พ.ร.บ. เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ พ.ร.บ. นี้จะคุ้มครองเงินค่ารักษา แม้ว่าจะไม่ได้ทำประกันในรูปแบบอื่นเลยก็ตาม ซึ่ง พ.ร.บ. จะมีทั้ง พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ หรือ พ.ร.บ.มอเตอร์ไซค์ ที่จะมีความแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายต่อปี และความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ
ค่าใช้จ่ายสำหรับ พ.ร.บ.
- ค่าใช้จ่ายสำหรับพ.ร.บ.รถยนต์
– รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 ที่นั่ง อัตราภาษี 600 บาท ต่อปี
– รถยนต์โดยสารเกิน 7 ที่นั่ง อัตราภาษี 1,100-3,740 บาท ต่อปี
– รถบรรทุก อัตราภาษี 900-1,700 บาท ต่อปี
– รถพ่วง อัตราภาษี 600 บาท ต่อปี
- ค่าใช้จ่ายสำหรับพ.ร.บ.จักรยานยนต์
– ขนาดเครื่องไม่เกิน 75 ซีซี อัตราภาษี 150 บาท ต่อปี
– ขนาดเครื่องเกิน 75 ซีซี แต่ไม่เกิน 125 ซีซี อัตราภาษี 300 บาท ต่อปี
– ขนาดเครื่องเกิน 125 ซีซี แต่ไม่เกิน 150 ซีซี อัตราภาษี 400 บาท ต่อปี
– ขนาดเครื่องเกิน 150 ซีซี อัตราภาษี 600 บาท ต่อปี
ความคุ้มครองของ พ.ร.บ.
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือ พ.ร.บ. นั้น จะให้ความคุ้มครองทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร คู่กรณี และบุคคลภายนอก ที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุทางรถต่าง ๆ ทั้งต่อชีวิตและร่างกาย โดยมีรายละเอียดในการคุ้มครอง ดังนี้
- ค่าเสียหายเบื้องต้น คุ้มครอง พ.ร.บ.รถยนต์
– คุ้มครองหากมีการเสียชีวิต จ่ายสูงสุด 500,000 บาท ต่อคน
– ค่าชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวรและสิ้นเชิง จ่าย 500,000 บาท ต่อคน
– ค่าชดเชยกรณีเกิดความเสียหายต่อร่างกาย หรือสูญเสียอวัยวะสองส่วนรวมกัน จ่ายชดเชย 50,000 บาท ต่อคน
– ค่ารักษาพยาบาลจ่ายตามจริง สูงสุดไม่เกิน 80,000 บาท ต่อคน
– ค่าชดเชยกรณีนอนพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน จ่าย 200 บาท ต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 20 วัน
- ค่าเสียหายเบื้องต้น คุ้มครอง พ.ร.บ.จักรยานยนต์
– คุ้มครองหากมีการเสียชีวิต จ่ายสูงสุด 500,000 บาท ต่อคน
– ค่าชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวรและสิ้นเชิง จ่าย 200,000-500,000 บาท ต่อคน
– ค่าชดเชยกรณีเกิดความเสียหายต่อร่างกาย จ่ายตามจริง และสูงสุด 80,000 บาท ต่อคน
– ค่ารักษาพยาบาลจ่ายตามจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท ต่อคน
– ค่าชดเชยกรณีนอนพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน จ่าย 200 บาท ต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 20 วัน

หากไม่มี พ.ร.บ. หรือ พ.ร.บ.ขาด จะเกิดอะไรบ้าง
หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่า หากไม่ได้ต่อ พ.ร.บ.รถ นั้นจะมีผลเสียอะไรบ้าง มาดูผลกระทบกันเลย
- หากเกิดอุบัติเหตุ แบบไม่มีคู่กรณี เช่น เฉี่ยวชนกำแพง, ต้นไม้ หรือฟุตบาธ แม้ว่าผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร จะได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ตาม ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามข้อกำหนดของพ.ร.บ. ทุกกรณี
- หากขับรถชนคนอื่น คู่กรณีจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายเบื้องต้นได้จากกรมการประกันภัย และได้ค่ารักษาพยาบาลตามจริงไม่เกิน 15,000 บาท หากเสียชีวิต 35,000 บาท และเจ้าของรถก็ต้องจ่ายคืนให้กับทางหน่วยงานพร้อมค่าปรับ และชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
- หากถูกคนอื่นขับรถชน หากคู่กรณีมี พ.ร.บ. เจ้าของรถก็จะยังได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้เสียหาย โดยจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายเบื้องต้นได้ไม่เกิน 15,000 บาท และหากมีการเสียชีวิต จะได้รับเงินชดเชย 35,000 บาท ต่อคน
- ค่าปรับ หากขาดการต่อ พ.ร.บ.
นอกไปจากค่าเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดจากอุบัติเหตุแล้ว หากขาดการต่อ พ.ร.บ. แล้วถูกตรวจพบจากตำรวจจราจร จะต้องเสียอัตราค่าปรับไม่เกิน 10,000 บาท
หากพ.ร.บ.ขาด ต้องต่อพ.ร.บ.อย่างไร
จริง ๆ แล้ว ผู้มีรถทุกคนจะต้องทำการจ่าย พ.ร.บ. ทุก ๆ ปี ตามกฎหมาย แต่หากขาดการต่อ ก็จำแนกตามกรณี ดังต่อไปนี้
- พ.ร.บ.ขาดไม่เกิน 1 ปี สามารถต่อภาษีได้โดยไม่เสียค่าปรับ
- พ.ร.บ.ขาดเกิน 2 ปี จะต้องมีการนำรถไปตรวจสภาพ และยื่นเรื่องที่กรมขนส่งด้วยตนเอง เพื่อดำเนินการต่อทะเบียนรถ พร้อมพ.ร.บ. และเสียค่าปรับเพิ่มเติม โดยมีเอกสารที่จะต้องใช้ ดังนี้
– ทะเบียนบ้านของเจ้าของรถ
– สมุดทะเบียนรถ หรือสำเนา
– สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของรถ
- พ.ร.บ.ขาดเกิน 3 ปี จะถูกระงับป้ายทะเบียน ต้องทำการจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ พร้อมกับเสียค่าปรับตามกำหนด รวมถึงต้องจ่ายภาษีย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ขาดจ่าย จนถึงวันที่จ่ายปัจจุบัน โดยมีเอกสารที่จะต้องใช้ ดังนี้
– ทะเบียนบ้านของเจ้าของรถ
– สมุดทะเบียนรถ หรือสำเนา
– สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของรถ
จะเห็นได้ว่า ทั้ง พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ มีความสำคัญต่อผู้ใช้รถเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยคุ้มครองเมื่อเวลาที่เราเกิดอุบัติเหตุขับรถไปชนคนอื่นแล้วนั้น ยังช่วยคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุมีคนขับรถมาชนเราเช่นกัน ทั้งยังมีค่าชดเชยความเสียหายต่อทรัพย์สิน, ค่ารักษาพยาบาล และค่าชดเชยการขาดรายได้ ซึ่งนับว่าเป็นการคุ้มครองที่คุ้มค่า ซึ่งจากที่ได้เห็นประโยชน์ของพ.ร.บ.รถแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อพ.ร.บ.ใกล้หมดอายุ ก็ควรรีบทำการต่อพ.ร.บ.โดยเร็วอย่าให้ขาดจะดีที่สุด
ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก
www.masii.com
